บันทึกการเดินทาง จิ่วไจ้โกว ประเทศจีน (ก.ย. 2547) โดยแรบบิท
วันที่ 6
ออกเดินทางแต่เช้า ตอนนี้รถทัวร์คันใหญ่ก็กลายเป็นรถตู้คันเล็ก เพราะสมาชิกทัวร์บางส่วนแยกออกไป
ที่นั่งไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ แต่เราก็พยายามปลอบใจตัวเองว่า ไปเที่ยวก็ต้องอย่างนี้แหละ
วันนี้รายการสำคัญคือไปดูพระพุทธรูปองค์ยักษ์ แต่ระหว่างทาง ก็ไปแวะดูบ้านของท่านกวีเอกซูตงพอก่อน

ท่านซูตงพอนี้เป็นกวีที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่ง เราเองได้ยินชื่อของท่านมานาน แต่เพิ่งจะได้ฟังประวัติเต็มๆจากไกด์ก็วันนี้ ท่านเป็นกวีที่มีลำดับขั้นของการทำงานประหลาดมาก ปกติคนเราจะไต่เต้าจากตำแหน่งต่ำๆไปจนถึงตำแหน่งสูงๆ แต่ท่านซูตงพอมียศสูงสุดแล้วค่อยๆลดลง เริ่มตั้งแต่เป็นพระอาจารย์ของฮ่องเต้ แต่เมื่อชื่อเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ กลับถูกส่งไปอยู่ตามเมืองต่างๆที่เล็กๆลงทุกทีๆ แต่อาจจะเป็นกุศโลบายก็ได้ เพราะท่านซูตงพอไปเมืองใด ก็นำความรู้ไปสอนคนให้เป็นบัณฑิตสอบจอหงวนได้ เรียกว่าถ้าตำแหน่งไม่เป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีทางที่จะช่วยคนได้เยอะแยะขนาดนี้ และชื่อเสียงขจรขจายขนาดนี้ ครอบครัวของท่านซูตงพอมีกันสามพี่น้อง แต่ละคนก็ล้วนแต่เป็นกวี พบหน้ากันก็จะเล่นทายคำใบ้ เป็นคำกลอนแยบยล นับเป็นเกมแก้ว่างที่ฉลาดมากๆ ฟังแล้วนึกอยากเอามาแต่งนิยายจริงๆ อ้อ ท่านซูตงพอชอบต้นไผ่ บ้านของท่านจึงมีต้นไผ่ปลูกเต็มไปหมด เราชอบเหมือนกันเลยจำได้ ^_^
เสร็จแล้วก็ออกเดินทางไปเล่อซันต้าฝอ ไปหาพระยักษ์ พระพุทธรูปนี้องค์โตมาก เพราะแกะสลักจากภูเขาทั้งลูก การจะไปดูพระยักษ์มีวิธีการอย่างนี้ ตอนแรกต้องปีนขึ้นเขาจากฐานขึ้นไปถึงยอดคือหัวพระ

ระหว่างนั้น ก็มีวัดวาอารามตามรายทาง มีรูปปั้นพระพุทธเจ้าสามสมัย คือพระพุทธทีปังกรพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าในอดีต) พระศากยมุณีพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) และพระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าในอนาคต) ดูวัดเสร็จออกมา คราวนี้เราจะลงไปที่ขาพระกัน ซึ่งจะต้องไต่เขาลงไป คนจีนมีภาษิตอยู่ว่า ปกติไม่ไหว้พระ พอมีเรื่องก็กอดขาพระ คราวนี้เราเลยจะไปกอดขาพระยักษ์กัน แต่จริงๆก็นั้นก็กอดไม่ได้หรอก มีป้ายห้ามไว้ ไกด์บอกว่า สมัยก่อนให้กอดได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่อนุญาตแล้ว เพราะเป็นการทำลายโบราณวัตถุ

ปรากฎว่า มีคนอยากไปกอดขาพระเยอะมาก เรียกว่าต้องต่อคิวกันเหมือนต่อคิวในดิสนีย์แลนด์เลยทีเดียว แต่คนจีนเป็นคนที่ไม่รักษาระเบียบวินัยแบบสุดๆ คิวที่ต่อกันคดเคี้ยวนี่ พักๆก็จะมีคนปีนข้ามลัดไปเลย แต่ก็กลับไม่มีใครด่าคนที่ปีนข้ามเลยสักนิด มีแต่หัวเราะกันคิกคัก เราเองก็งงเหมือนกัน อย่างตอนที่ซื้อบัตรผ่านประตู มีป้ายบอกว่าห้ามสูบบุหรี่ แต่ก็สูบกันฉุย คนจีนนี่ชอบสูบบุหรี่จริงๆ ทำเอาเราสำลักค่อกแค่กไปหมด
ต่อคิวสองชั่วโมงกว่าจะไปถึงแท่นพระ พระพุทธรูปนี้สูงประมาณเจ็ดสิบเอ็ดเมตร ประมาณเท่ากับตึกสูงยี่สิบสี่ชั้น ไกด์บอกว่า ตอนสอบไกด์มีคำถามว่า ทำไมเจ็ดสิบเอ็ด คำตอบก็คือภูเขาสูงเจ็ดสิบเอ็ด พระแกะจากภูเขาเลยสูงเท่ากัน


จบรายการกอดขาพระ เราก็ต้องปีนกันขึ้นมาถึงยอดเศียรพระอีก จากนั้นก็ค่อยไต่ลงมาข้างล่างถึงจะออกไปได้ จึงจบรายการดูพระด้วยประการฉะนี้
ปรากฎว่า จบแล้ว ไกด์ก็ไม่ยอมพาเรากลับขึ้นรถ เรียกลูกทัวร์มารวมกัน จากนั้นก็เริ่มเปิดชั้นเรียนเทศนา เกี่ยวกับการเบิกเนตรพระ อยู่ประมาณสองชั่วโมง เรานั้นไม่มีปัญหา เพราะชอบฟังเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอยู่แล้ว แต่คนที่ไม่อยากฟังนั้น บ่นแหลกในขากลับ เรื่องของเรื่องก็คือว่า พรุ่งนี้พวกเราจะไปเอ๋อเหมยซัน ซึ่งจะมีพิธีเบิกเนตรพอดี เราจึงคิดว่าประเด็นคือ ถ้าพรุ่งนี้ใครไปแล้ว อยากจะไคฝอกวง (เบิกเนตรพระ) ด้วย วันนี้จะได้พาไปหาซื้อพระ
ที่เมืองจีนมีคำกล่าวว่า ผู้ชายห้อยเจ้าแม่กวนอิม ผู้ชายห้อยพระสังขจาย ไกด์อธิบายว่า คนจีนนั้นชอบเล่นเสียงพ้อง ผู้ชายรับราชการ (ตังกวน) คำว่า กวนเสียงเดียวกันกับ เจ้าแม่กวนอิม ส่วนผู้หญิงมักอยู่บ้านไหว้พระ (ไป้ฝอ) เลยให้ห้อยพระสังขจาย (หมีเล่อฝอ)
พอเทศนาเรียบร้อย ไกด์พาเราเดินทางไปเอ๋อเหมยซัน
ไปค้างที่โรงแรมซึ่งห่วยตามระเบียบ แล้วพาคนที่สนใจไปหาซื้อพระ